วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
ข้าวหอมมะลินาปรัง
ทางรอดและทางเลือก ของชาวนาสุรินทร์
ในฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ข้อมูล ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ของจังหวัดสุรินทร์ พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังถึง ๑๓๒,๗๐๔ ไร่ ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตถึง ๙๔,๙๘๔.๒๖ ตัน โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์
๑. ปทุมธานี๑ พื้นที่ปลูก ๙๕,๐๒๙.๗๕ ไร่
๒. ข้าวพันธุ์ที่ทางราชการรับรองอื่นๆ จำนวน ๗๙,๒๓๓.๒๕ ไร่
โดยพันธุ์ข้าวที่ทางราชการรับรองส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวชัยนาท๑ และพันธุ์อื่นๆ โดยในพันธุ์อื่นๆ นั้น จะมีข้าว กข๑๕ และขาวดอกมะลิ ๑๐๕ รวมอยู่ด้วย
จากการออกสำรวจสุ่มผลผลิตของข้าวหอมมะลิ (ประกอบด้วย กข๑๕ และขาวดอกมะลิ ๑๐๕) ในฤดูนาปรัง ช่วงตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถึง ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ในเขตพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี ซึ่งได้รับความร่วมมือและร่วมดำเนินงานจาก นายเพิ่ม สังข์ศักดา เกษตรอำเภอชุมพลบุรี และที่อำเภอรัตนบุรี ซึ่งได้รับความร่วมมือและร่วมปฏิบัติงานจาก นายเทอดพงษ์ แสนกล้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของตำบลเบิด ในทุกๆ แปลงที่ทำการเก็บผลผลิตซึ่งสรุปผลในเบื้องต้นดังนี้
๑. อำเภอชุมพลบุรี เนื่องจากเป็นการทำนาปรังพันธุ์ข้าวหอมมะลิเป็นปีแรก ชาวนายังไม่ค่อยชำนาญเท่าใด พบว่ารายของนางสำรวย เอกสุข ชาวนาบ้านตลุง ตำบลหนองเรือ ได้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔% สูงถึง ๓๒๔.๒๖ กิโลกรัมต่อไร่ โดยปลูกพันธุ์ข้าว กข๑๕ คาดว่าในฤดูนาปรังหน้าทุกคนคงจะมีความชำนาญ และจัดการผลผลิตได้ดีขึ้น
๒. อำเภอรัตนบุรี ชาวนามีความชำนาญในการทำนาปรังข้าวหอมมะลิมาหลายปีแล้ว พบว่าชาวนาปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงมาก ดังนี้
๒.๑ นางสุภัค ทำดี ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ตำบลรัตนบุรี ปลูกข้าวขาวดอก
มะลิ ๑๐๕ ได้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔% สูงถึง ๖๖๙.๓๓ กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๗.๗๒ และพบว่าข้าวมีความหอมมาก (อยู่ในระดับ ๓ จากการตรวจสอบความหอมจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี) (ระดับความหอมคือ ๐ = ไม่หอม, ๑ = หอมอ่อน, ๒ = หอม, ๓ = หอมมาก)
๒.๒ นายหาญ ประคองสุข ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ต.รัตนบุรี ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๕๒๑.๑ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๐.๘๓ และมีความหอมในระดับ ๓
๒.๓ นายจรัส ธรรมนาม ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ต.รัตนบุรี ปลูกข้าว กข๑๕
ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๕๘๙.๐๖ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๕.๕๔ และมีความหอมระดับ ๒
๒.๔ นางสุรพี จันทร์อ่อน ชาวนาบ้านหมกเต่า หมู่ ๘ ต.เบิด ปลูกข้าว กข๑๕ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๔๙๒.๒๗ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๑.๘๙
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกไปสุ่มตรวจวัดผลผลิตของทั้ง ๒ อำเภอ รวม ๑๔ ราย (อำเภอชุมพลบุรี จำนวน ๖ ราย อำเภอรัตนบุรี จำนวน ๘ ราย)
๓. การทดสอบการปลูกข้าวหอมมะลิ (กข๑๕) ฤดูนาปรังภายในกรงกันนก ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ โดยมีการทดสอบ ดังนี้
๓.๑ เริ่มปลูกแบบหว่านน้ำตมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และปลูกทุก ๑๕ วัน ครั้งสุดท้ายปลูกวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓
๓.๒ ใช้น้ำหมักอินทรีย์ในการให้ปุ๋ยทุก ๆ ๑๐ วัน
๓.๓ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ปลูก ๑๕ กก./ไร่
๓.๔ ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างข้าว พร้อมวัดองค์ประกอบผลผลิตเช่นเดียวกับแปลงเกษตรกร
๓.๕ จากการสุ่มเก็บตัวอย่างปรากฏผลดังนี้
๓.๕.๑ ข้าวที่ปลูกเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % ที่ ๓๗๗.๖๐ กิโลกรัม/ไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๖.๓๕
๓.๕.๒ ข้าวที่ปลูกเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % ที่ ๓๔๗ กิโลกรัม/ไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๑.๑๘
๓.๕.๓ พบว่าข้าวที่ปลูกหลังวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป คือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตเพียง ๑๗๗.๒๘ กิโลกรัมต่อไร่ เปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๒๗.๘๙ และข้าวที่ปลูกวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การออกดอกระหว่างข้าวขอบแปลงและข้าวกลางแปลงจะมีระยะเวลาห่างกันมาก และข้าวจะมีจำนวนเมล็ดในรวงลีบมาก
- ข้าวที่ปลูกในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ ข้าวจะออกดอกที่ขอบแปลงก่อน ส่วนกลางแปลงไม่ออกดอก เช่นเดียวกับข้าวที่ปลูกวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ พบว่าข้าวที่ปลูกวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๓ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓ ข้าวเจริญเติบโตเป็นปกติเช่นเดียวกับการปลูกในฤดูนาปี
๔. การตรวจสอบทางด้านกายภาพของข้าวหอมมะลินาปรังและนาปี
จากรายงานผลสำรวจคุณภาพทางกายภาพของข้าวหอมมะลิจากแปลงเกษตรกรของกัญญา เชื้อพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ในปี ๒๕๕๒ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๐ จังหวัด รวมถึงจังหวัดสุรินทร์
ข้าวหอมมะลิของจังหวัดสุรินทร์ คุณภาพและชื่อเสียงจะกลับมายิ่งใหญ่อีกต่อไป ถ้าชาวนาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูนาปรัง โดยพยายามลดพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์อื่นลง (ปทุมธานี ๑ และชัยนาท ๑) เพราะพบว่าข้าวหอมมะลิที่ชาวนาปลูกให้ผลผลิตสูงไม่ต่างจากข้าวพันธุ์อื่น เมื่อคิดผลตอบแทนต่อการปลูกใน ๑ ไร่แล้วจะให้ผลตอบแทนได้สูงกว่า ทั้งนี้การที่จะปลูกข้าวหอมมะลินาปรังให้ประสบผลสำเร็จ คือ ทำได้และทำให้ดี ต้อง
๑. น้ำดี มีพอเพียงตลอดฤดูปลูก
๒. พื้นที่ปลูกต่อรายไม่ควรมาก เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและจัดการโดยพื้นที่ปลูกต้องปรับให้ราบเรียบสม่ำเสมอ
๓. อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกจะต้องสูงกว่าในฤดูนาปี คือ อาจต้องใช้เมล็ดพันธุ์ ๒๕ – ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้เพราะนาปรังต้นข้าวจะเล็ก จะต้องเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูกให้มากที่สุด
๔. การใส่ปุ๋ย ควรใส่ให้น้อยแต่บ่อยครั้ง เนื่องจากฤดูปลูกในนาปรังข้าวอยู่ในนาระยะสั้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยครั้งเดียว อย่างน้อยควรใส่ ๒-๓ ครั้ง
๕. ต้องปล่อยน้ำออกจากแปลงนาก่อนเก็บเกี่ยวข้าว ๑๐ – ๑๕ วัน คือเมื่อข้าวเริ่มโน้มรวงเป็นแป้งแข็งแล้วให้ปล่อยน้ำออกจากนา เพื่อรักษาคุณภาพข้าว
ทั้งหลายทั้งปวง เป็นแนวทางในเบื้องต้นที่จะผลิตข้าวหอมมะลินาปรังของจังหวัด
สุรินทร์ ให้ประสบผลสำเร็จได้ ร่วมด้วย ช่วยกันครับ
ทางรอดและทางเลือก ของชาวนาสุรินทร์
ในฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ข้อมูล ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ของจังหวัดสุรินทร์ พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังถึง ๑๓๒,๗๐๔ ไร่ ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตถึง ๙๔,๙๘๔.๒๖ ตัน โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์
๑. ปทุมธานี๑ พื้นที่ปลูก ๙๕,๐๒๙.๗๕ ไร่
๒. ข้าวพันธุ์ที่ทางราชการรับรองอื่นๆ จำนวน ๗๙,๒๓๓.๒๕ ไร่
โดยพันธุ์ข้าวที่ทางราชการรับรองส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวชัยนาท๑ และพันธุ์อื่นๆ โดยในพันธุ์อื่นๆ นั้น จะมีข้าว กข๑๕ และขาวดอกมะลิ ๑๐๕ รวมอยู่ด้วย
จากการออกสำรวจสุ่มผลผลิตของข้าวหอมมะลิ (ประกอบด้วย กข๑๕ และขาวดอกมะลิ ๑๐๕) ในฤดูนาปรัง ช่วงตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถึง ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ในเขตพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี ซึ่งได้รับความร่วมมือและร่วมดำเนินงานจาก นายเพิ่ม สังข์ศักดา เกษตรอำเภอชุมพลบุรี และที่อำเภอรัตนบุรี ซึ่งได้รับความร่วมมือและร่วมปฏิบัติงานจาก นายเทอดพงษ์ แสนกล้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของตำบลเบิด ในทุกๆ แปลงที่ทำการเก็บผลผลิตซึ่งสรุปผลในเบื้องต้นดังนี้
๑. อำเภอชุมพลบุรี เนื่องจากเป็นการทำนาปรังพันธุ์ข้าวหอมมะลิเป็นปีแรก ชาวนายังไม่ค่อยชำนาญเท่าใด พบว่ารายของนางสำรวย เอกสุข ชาวนาบ้านตลุง ตำบลหนองเรือ ได้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔% สูงถึง ๓๒๔.๒๖ กิโลกรัมต่อไร่ โดยปลูกพันธุ์ข้าว กข๑๕ คาดว่าในฤดูนาปรังหน้าทุกคนคงจะมีความชำนาญ และจัดการผลผลิตได้ดีขึ้น
๒. อำเภอรัตนบุรี ชาวนามีความชำนาญในการทำนาปรังข้าวหอมมะลิมาหลายปีแล้ว พบว่าชาวนาปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงมาก ดังนี้
๒.๑ นางสุภัค ทำดี ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ตำบลรัตนบุรี ปลูกข้าวขาวดอก
มะลิ ๑๐๕ ได้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔% สูงถึง ๖๖๙.๓๓ กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๗.๗๒ และพบว่าข้าวมีความหอมมาก (อยู่ในระดับ ๓ จากการตรวจสอบความหอมจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี) (ระดับความหอมคือ ๐ = ไม่หอม, ๑ = หอมอ่อน, ๒ = หอม, ๓ = หอมมาก)
๒.๒ นายหาญ ประคองสุข ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ต.รัตนบุรี ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๕๒๑.๑ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๐.๘๓ และมีความหอมในระดับ ๓
๒.๓ นายจรัส ธรรมนาม ชาวนาบ้านผือน้อย หมู่ ๗ ต.รัตนบุรี ปลูกข้าว กข๑๕
ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๕๘๙.๐๖ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๕.๕๔ และมีความหอมระดับ ๒
๒.๔ นางสุรพี จันทร์อ่อน ชาวนาบ้านหมกเต่า หมู่ ๘ ต.เบิด ปลูกข้าว กข๑๕ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % สูงถึง ๔๙๒.๒๗ กิโลกรัมต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๑.๘๙
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกไปสุ่มตรวจวัดผลผลิตของทั้ง ๒ อำเภอ รวม ๑๔ ราย (อำเภอชุมพลบุรี จำนวน ๖ ราย อำเภอรัตนบุรี จำนวน ๘ ราย)
๓. การทดสอบการปลูกข้าวหอมมะลิ (กข๑๕) ฤดูนาปรังภายในกรงกันนก ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ โดยมีการทดสอบ ดังนี้
๓.๑ เริ่มปลูกแบบหว่านน้ำตมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และปลูกทุก ๑๕ วัน ครั้งสุดท้ายปลูกวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓
๓.๒ ใช้น้ำหมักอินทรีย์ในการให้ปุ๋ยทุก ๆ ๑๐ วัน
๓.๓ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ปลูก ๑๕ กก./ไร่
๓.๔ ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างข้าว พร้อมวัดองค์ประกอบผลผลิตเช่นเดียวกับแปลงเกษตรกร
๓.๕ จากการสุ่มเก็บตัวอย่างปรากฏผลดังนี้
๓.๕.๑ ข้าวที่ปลูกเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % ที่ ๓๗๗.๖๐ กิโลกรัม/ไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๔๖.๓๕
๓.๕.๒ ข้าวที่ปลูกเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตที่ความชื้น ๑๔ % ที่ ๓๔๗ กิโลกรัม/ไร่ โดยมีเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๕๑.๑๘
๓.๕.๓ พบว่าข้าวที่ปลูกหลังวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป คือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ให้ผลผลิตเพียง ๑๗๗.๒๘ กิโลกรัมต่อไร่ เปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ๒๗.๘๙ และข้าวที่ปลูกวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การออกดอกระหว่างข้าวขอบแปลงและข้าวกลางแปลงจะมีระยะเวลาห่างกันมาก และข้าวจะมีจำนวนเมล็ดในรวงลีบมาก
- ข้าวที่ปลูกในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ ข้าวจะออกดอกที่ขอบแปลงก่อน ส่วนกลางแปลงไม่ออกดอก เช่นเดียวกับข้าวที่ปลูกวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ พบว่าข้าวที่ปลูกวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๓ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓ ข้าวเจริญเติบโตเป็นปกติเช่นเดียวกับการปลูกในฤดูนาปี
๔. การตรวจสอบทางด้านกายภาพของข้าวหอมมะลินาปรังและนาปี
จากรายงานผลสำรวจคุณภาพทางกายภาพของข้าวหอมมะลิจากแปลงเกษตรกรของกัญญา เชื้อพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ในปี ๒๕๕๒ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๐ จังหวัด รวมถึงจังหวัดสุรินทร์
ข้าวหอมมะลิของจังหวัดสุรินทร์ คุณภาพและชื่อเสียงจะกลับมายิ่งใหญ่อีกต่อไป ถ้าชาวนาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูนาปรัง โดยพยายามลดพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์อื่นลง (ปทุมธานี ๑ และชัยนาท ๑) เพราะพบว่าข้าวหอมมะลิที่ชาวนาปลูกให้ผลผลิตสูงไม่ต่างจากข้าวพันธุ์อื่น เมื่อคิดผลตอบแทนต่อการปลูกใน ๑ ไร่แล้วจะให้ผลตอบแทนได้สูงกว่า ทั้งนี้การที่จะปลูกข้าวหอมมะลินาปรังให้ประสบผลสำเร็จ คือ ทำได้และทำให้ดี ต้อง
๑. น้ำดี มีพอเพียงตลอดฤดูปลูก
๒. พื้นที่ปลูกต่อรายไม่ควรมาก เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและจัดการโดยพื้นที่ปลูกต้องปรับให้ราบเรียบสม่ำเสมอ
๓. อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกจะต้องสูงกว่าในฤดูนาปี คือ อาจต้องใช้เมล็ดพันธุ์ ๒๕ – ๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้เพราะนาปรังต้นข้าวจะเล็ก จะต้องเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูกให้มากที่สุด
๔. การใส่ปุ๋ย ควรใส่ให้น้อยแต่บ่อยครั้ง เนื่องจากฤดูปลูกในนาปรังข้าวอยู่ในนาระยะสั้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยครั้งเดียว อย่างน้อยควรใส่ ๒-๓ ครั้ง
๕. ต้องปล่อยน้ำออกจากแปลงนาก่อนเก็บเกี่ยวข้าว ๑๐ – ๑๕ วัน คือเมื่อข้าวเริ่มโน้มรวงเป็นแป้งแข็งแล้วให้ปล่อยน้ำออกจากนา เพื่อรักษาคุณภาพข้าว
ทั้งหลายทั้งปวง เป็นแนวทางในเบื้องต้นที่จะผลิตข้าวหอมมะลินาปรังของจังหวัด
สุรินทร์ ให้ประสบผลสำเร็จได้ ร่วมด้วย ช่วยกันครับ
มหัศจรรย์ของความเป็นข้าว
ความหมายของข้าวในที่นี้หมายถึง พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oryza sativa Linn. พืชในวงศ์ Gramineae ใช้เมล็ดเป็นอาหารหลัก (พจนานุกรมบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) คนไทยได้ใช้ข้าวเป็นอาหารหลักมาช้านาน และประเทศไทยในอดีตก็มีลักษณะอู่ข้าว อู่น้ำ ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
ความมหัศจรรย์ของข้าวนั้นอยู่ในเมล็ดข้าว เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในเมล็ดข้าวนั้นประกอบด้วย เมล็ดข้าวขาว รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด) และเปลือกข้าว สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบหลัก โปรตีน ไขมัน วิตะมินบี วิตะมินอี และแร่ธาตุ เป็นต้น ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของเมล็ดข้าว ไขมันส่วนใหญ่อยู่ในรำข้าว โดยสามารถนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าว ที่มีส่วนประกอบของวิตะมินอีเป็นสารหลัก ท่านทราบหรือไม่ว่าในระหว่างที่ข้าวมีการเจริญเติบโต จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในเมล็ดข้าว และการเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่อยู่ภายในเมล็ดข้าว การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นเมื่อน้ำได้แทรกข้าวไปในเมล็ดข้าวจะกระตุ้นในเอนไซม์ในข้าวมีการทำงาน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเมล็ดข้าวเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวจะมีการย่อยสลายไปตามกระบวนการชีวเคมี ให้ได้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และ reducing sugar จากการกระตุ้นเมตาบอลิซึมของแป้งและน้ำตาล มีเอนไซม์จำพวกย่อยแป้ง เช่น amylase, invertase เป็นต้น นอกจากนี้โปรตีนก็ถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน และเปปไทด์ นอกจากนี้ยังมีการสะสมสารเช่น gamma aminobutyric acid (GABA), tocopherol, tocotrienol, gamma-orazynol เป็นต้น เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตต่อไปในระยะที่มีการแทงยอดอ่อน จะมีสร้างสารที่เรียกว่าสารทุติยภูมิ (secondary metabolite) ได้แก่ คลอโรฟิลล์, oryzadione, 7-oxostigmasterol, ergosterol peroxide เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของต้นข้าว ผ่านกระบวนการ defense mechanism การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและสารอาหารในระยะต่างๆ ของข้าว
ในด้านเภสัชกรรม เรายังให้ความสำคัญของสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่จะนำมาประยุกต์ใช้การเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยสารต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงอายุของข้าวที่ต่างกัน ก็มีรูปแบบการสะสมสารทุติยภูมิที่ต่างกัน เช่น สาร oryzadione ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่นเดียวกับสาร oryzalide B, oryzalic acid, oryzalic acid B เป็นต้น (Kono et al. 2004) สารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ gamma-oryzanol (Juliano et al. 2005), feruloyl arabinoxylans (Shyama Prosad Rao and Muralikrishma, 2006) สารทีมีฤทธิ์ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด (Miura et al. 2006) และสารที่มีคุณสมบัติเป็น antianxiety เช่น gamma-amibutyric acid (GABA) (Kamatsuzaki et al. 2005) เป็นต้น
ความหมายของข้าวในที่นี้หมายถึง พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oryza sativa Linn. พืชในวงศ์ Gramineae ใช้เมล็ดเป็นอาหารหลัก (พจนานุกรมบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) คนไทยได้ใช้ข้าวเป็นอาหารหลักมาช้านาน และประเทศไทยในอดีตก็มีลักษณะอู่ข้าว อู่น้ำ ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
ความมหัศจรรย์ของข้าวนั้นอยู่ในเมล็ดข้าว เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในเมล็ดข้าวนั้นประกอบด้วย เมล็ดข้าวขาว รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด) และเปลือกข้าว สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบหลัก โปรตีน ไขมัน วิตะมินบี วิตะมินอี และแร่ธาตุ เป็นต้น ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของเมล็ดข้าว ไขมันส่วนใหญ่อยู่ในรำข้าว โดยสามารถนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าว ที่มีส่วนประกอบของวิตะมินอีเป็นสารหลัก ท่านทราบหรือไม่ว่าในระหว่างที่ข้าวมีการเจริญเติบโต จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในเมล็ดข้าว และการเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่อยู่ภายในเมล็ดข้าว การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นเมื่อน้ำได้แทรกข้าวไปในเมล็ดข้าวจะกระตุ้นในเอนไซม์ในข้าวมีการทำงาน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเมล็ดข้าวเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวจะมีการย่อยสลายไปตามกระบวนการชีวเคมี ให้ได้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และ reducing sugar จากการกระตุ้นเมตาบอลิซึมของแป้งและน้ำตาล มีเอนไซม์จำพวกย่อยแป้ง เช่น amylase, invertase เป็นต้น นอกจากนี้โปรตีนก็ถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน และเปปไทด์ นอกจากนี้ยังมีการสะสมสารเช่น gamma aminobutyric acid (GABA), tocopherol, tocotrienol, gamma-orazynol เป็นต้น เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตต่อไปในระยะที่มีการแทงยอดอ่อน จะมีสร้างสารที่เรียกว่าสารทุติยภูมิ (secondary metabolite) ได้แก่ คลอโรฟิลล์, oryzadione, 7-oxostigmasterol, ergosterol peroxide เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของต้นข้าว ผ่านกระบวนการ defense mechanism การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและสารอาหารในระยะต่างๆ ของข้าว
ในด้านเภสัชกรรม เรายังให้ความสำคัญของสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่จะนำมาประยุกต์ใช้การเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยสารต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงอายุของข้าวที่ต่างกัน ก็มีรูปแบบการสะสมสารทุติยภูมิที่ต่างกัน เช่น สาร oryzadione ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่นเดียวกับสาร oryzalide B, oryzalic acid, oryzalic acid B เป็นต้น (Kono et al. 2004) สารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ gamma-oryzanol (Juliano et al. 2005), feruloyl arabinoxylans (Shyama Prosad Rao and Muralikrishma, 2006) สารทีมีฤทธิ์ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด (Miura et al. 2006) และสารที่มีคุณสมบัติเป็น antianxiety เช่น gamma-amibutyric acid (GABA) (Kamatsuzaki et al. 2005) เป็นต้น
ข้าว
ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่นิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆของโลก การผลิต บริโภคและการค้าข้าวส่วนใหญ่จึงกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย แต่ข้าวที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีข้าวเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เข้าสู่ตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ โดยประเทศที่มีบทบาทมากที่สุดในการส่งออกข้าว คือประเทศไทย รองลงมาคือ อินเดีย เวียดนาม จีนและพม่า ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวปีละประมาณ 7 ล้านตัน เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของการส่งออกข้าวทั้งหมดทั่วโลก
1. พันธุ์ข้าว
ข้าวที่นำมาปลูกเป็นอาหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ข้าว Oryza saiva ปลูกในทวีปเอเชียและ Oryza glaberrima ปลูกในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดเป็นข้าวที่ปลูกจากแถบเอเชีย ซึ่งข้าวชนิดดังกล่าวยังสามารถแบ่งได้ตามแหล่งปลูกอีก คือ
ข้าวอินดิกา (Indica) มีลักษณะเมล็ดยาวรี ต้นสูง เป็นข้าวที่ปลูกในเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และศรีลังกา ข้าวพันธุ์นี้ค้นพบครั้งแรกในอินเดียและต่อมาได้พัฒนาไปปลูกที่ทวีปอเมริกา
ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี ต้นเตี้ย
ข้าวจาวานิกา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีเมล็ดป้อมใหญ่ แต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะให้ผลผลิตต่ำ
สำหรับข้าวที่ปลูกในไทยเป็นพันธุ์ข้าวเมล็ดยาว คือ ข้าวอินดิกา แต่ประกอบด้วยหลายพันธุ์ทั้งที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,500 พันธุ์ ซึ่งมีข้าวป่า ข้าวพื้นเมือง และข้าวที่ผสมโดยมนุษย์ขึ้นมาใหม่ แต่ข้าวพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับไทยมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ
ลักษณะของข้าวหอมมะลิ
ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่ากลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วน
ชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสีของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย ไม่ได้หมายความว่าข้าวนั้นหอมเหมือนมะลิ ลักษณะที่สำคัญของข้าวหอมมะลิ คือ เมื่อหุงหรือนึ่งสุกแล้วเมล็ดข้าวสุกจะอ่อนนิ่มมากกว่าข้าวเจ้าทั่วไป แต่ร่วนน้อยกว่าและมีกลิ่นหอม
ข้าวที่ปลูกเพื่อใช้เป็นข้าวหอมมะลิมี 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และกข.15 ซึ่งข้าวกข. 15 ก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่นำไปอาบรังสีแกมม่าทำให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 4-6 % ซึ่งข้าวทั้งสองพันธุ์นี้มีลักษณะ คือ เมล็ดข้าวจะฟักตัวในเวลาประมาณ 8 สัปดาห์ เมล็ดมีเปลือกสีน้ำตาล ยาว 7.4 มม.รูปร่างเรียว เมื่อข้าวสุกจะหอมนุ่ม มีอะมิโลส(amylose) 14-17 % ปลูกได้ในที่นาดอนทั่วไป ทนแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ต้านทานไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอ
2. การผลิตข้าวของโลก
จากสถิติของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าในปี 2544 มีการผลิตข้าวสารทั่วโลกทั้งสิ้น ประมาณ 397 ล้านตัน โดยการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียประมาณ 360 ล้านตัน มากกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาคือ ทวีปอเมริกา แอฟริกาและยุโรป ประเทศที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลก คือ จีน ประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เวียดนาม และไทย คิดเป็น ร้อยละ22, 8, 6, 5และ4 ตามลำดับ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้ถูกใช้ในการบริโภคในประเทศ และสำหรับอินโดนีเซียและบังคลาเทศแม้ว่าจะผลิตข้าวได้มาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดียและเวียดนาม นั้นมีข้าวเหลือสำหรับส่งออกได้บ้าง โดยไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้มากที่สุด คือ ร้อยละ 40
การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีการผลิตข้าวลดลง ร้อยละ 2.80 จากปี 2542 และมีการคาดว่าการผลิตข้าวของโลกจะลดลงอีก ร้อยละ 0.5 ในปี2544 โดยจะได้รับอิทธิพลจากการลดลงของการผลิตข้าวในจีนมากที่สุด จากการประมาณว่าจีนจะผลิตข้าวในปี 2545 ลดลงถึง 5.5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.20 ของการผลิตข้าวสารทั้งหมดของจีน
3. การบริโภคข้าวของโลก
การบริโภคข้าวของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยในปี 2544 มีการบริโภคข้าวประมาณ 404 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ร้อยละ1.5 ส่วนในปี 2545 คาดว่าจะมีการบริโภคข้าวจำนวนเกือบ 407 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 2.7 ล้านตัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากการบริโภคข้าวปี 2544
ประเทศผู้บริโภคข้าวส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกับการผลิต ประเทศที่มีการบริโภคข้าวสารมากที่สุด คือ จีน มีการบริโภคข้าวปีละประมาณ 134 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 85 ล้านตัน อินโดนีเซีย 36 ล้านตัน บังคลาเทศ 26 ล้านตัน เวียดนาม 17 ล้านตัน และพม่า 9 ล้านตัน ตามลำดับ โดยแต่ละประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญมีการบริโภคข้าวในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ประเทศที่มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนมากที่สุด คือ บังคลาเทศมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.4 ประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญอื่นๆ ก็มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก(ไม่ถึงร้อยละ 4 ต่อปี) เช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้การบริโภคข้าวของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และในปี 2545 ก็มีการคาดการณ์ว่าการบริโภคข้าวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมากเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
4. การค้าข้าวของโลก
การค้าข้าวของโลกในปัจจุบันมีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ คือ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน พม่า ปากีสถาน และอินเดียที่น่าจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มอย่างมหาศาลในปี 2545 โดยเฉพาะอินเดียที่มีสต๊อกข้าวประมาณ 19 ล้านตันข้าวสาร ถึงแม้ว่าจะมีผู้ส่งออกข้าวหลายประเทศ แต่ประเทศผู้ส่งออกแต่ละประเทศมีสินค้าข้าวที่แตกต่างกัน คือ ไทยและสหรัฐแข่งขันกันในการส่งออกข้าวคุณภาพสูงไปยังสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ ส่วนเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เป็นคู่แข่งที่สำคัญของในการส่งออกข้าวคุณภาพกลางและคุณภาพต่ำ แต่ไทยก็สามารถส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นเวลานานถึง 20 ปีติดต่อกัน
ในปี 2545 มีการประมาณการณ์ว่าประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทย ประมาณ 7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดียคิดเป็นร้อยละ 16 เวียดนาม 13 สหรัฐอเมริกา 11 จีน 6 และพม่า 4 ขณะที่ในปี 2544 อินเดียมีการส่งออกข้าวเพียง 1.799 ล้านตันข้าวสาร น้อยกว่าเวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน และปากีสถาน แต่ในปี 2545 อินเดียจะมีการส่งออกข้าวมากขึ้น เนื่องจากมีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้ในปี 2545 อินเดียสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับสองของโลก รองลงมา คือ เวียดนาม จีน และพม่า โดยอินเดียจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึง 1.22 เท่าตัว ในขณะที่ไทยและเวียดนามจะมีการส่งออกเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนปากีสถาน จีนและสหรัฐอเมริกาจะมีการส่งออกข้าวลดลงจากปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 50 19 และ 6 ตามลำดับ การที่ปากีสถานจะมีการส่งออกข้าวลดลงมาก เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นอาฟกานิสถานทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นมาก ผู้นำเข้าจึงน่าจะหันมานำเข้าจากอินเดียและไทยมากขึ้น
ในด้านการนำเข้าข้าวนั้น ประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญของโลก คือ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย อิหร่าน อิรัก และซาอุดิอาระเบีย ตามลำดับ โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการนำเข้าเป็นร้อยละ 11 6 5 4และ 4 ตามลำดับ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของโลกจำนวน 24.47 ล้านตันข้าวสารในปี 2545 ในขณะที่ปี 2544 นั้นไนจีเรียมีการนำเข้าข้าวมากที่สุด รองลงมา คืออินโดนีเซีย
ในปี 2544 นั้นราคาข้าวที่ขายกันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีรายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกของสหรัฐอเมริกาและอินเดียเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันปริมาณข้าวที่ผลิตได้ในเวียดนามและปากีสถานมีจำนวนน้อย ส่งผลทำให้ประเทศที่มีข้าวในสต็อกจำนวนมากแข่งขันกันตัดราคา ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง
จากการลดลงของราคาข้าวในตลาดโลกในปี 2544 ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ คือ ไทยได้ริเริ่มหารือกับคู่แข่งในการส่งออกข้าว ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม และพม่า ในการจัดตั้งคาร์เทลข้าว เพื่อป้องกันการตัดราคาระหว่างกันและทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น
ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่นิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆของโลก การผลิต บริโภคและการค้าข้าวส่วนใหญ่จึงกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย แต่ข้าวที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีข้าวเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เข้าสู่ตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ โดยประเทศที่มีบทบาทมากที่สุดในการส่งออกข้าว คือประเทศไทย รองลงมาคือ อินเดีย เวียดนาม จีนและพม่า ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวปีละประมาณ 7 ล้านตัน เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของการส่งออกข้าวทั้งหมดทั่วโลก
1. พันธุ์ข้าว
ข้าวที่นำมาปลูกเป็นอาหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ข้าว Oryza saiva ปลูกในทวีปเอเชียและ Oryza glaberrima ปลูกในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดเป็นข้าวที่ปลูกจากแถบเอเชีย ซึ่งข้าวชนิดดังกล่าวยังสามารถแบ่งได้ตามแหล่งปลูกอีก คือ
ข้าวอินดิกา (Indica) มีลักษณะเมล็ดยาวรี ต้นสูง เป็นข้าวที่ปลูกในเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และศรีลังกา ข้าวพันธุ์นี้ค้นพบครั้งแรกในอินเดียและต่อมาได้พัฒนาไปปลูกที่ทวีปอเมริกา
ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี ต้นเตี้ย
ข้าวจาวานิกา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีเมล็ดป้อมใหญ่ แต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะให้ผลผลิตต่ำ
สำหรับข้าวที่ปลูกในไทยเป็นพันธุ์ข้าวเมล็ดยาว คือ ข้าวอินดิกา แต่ประกอบด้วยหลายพันธุ์ทั้งที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,500 พันธุ์ ซึ่งมีข้าวป่า ข้าวพื้นเมือง และข้าวที่ผสมโดยมนุษย์ขึ้นมาใหม่ แต่ข้าวพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับไทยมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ
ลักษณะของข้าวหอมมะลิ
ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่ากลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วน
ชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสีของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย ไม่ได้หมายความว่าข้าวนั้นหอมเหมือนมะลิ ลักษณะที่สำคัญของข้าวหอมมะลิ คือ เมื่อหุงหรือนึ่งสุกแล้วเมล็ดข้าวสุกจะอ่อนนิ่มมากกว่าข้าวเจ้าทั่วไป แต่ร่วนน้อยกว่าและมีกลิ่นหอม
ข้าวที่ปลูกเพื่อใช้เป็นข้าวหอมมะลิมี 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และกข.15 ซึ่งข้าวกข. 15 ก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่นำไปอาบรังสีแกมม่าทำให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 4-6 % ซึ่งข้าวทั้งสองพันธุ์นี้มีลักษณะ คือ เมล็ดข้าวจะฟักตัวในเวลาประมาณ 8 สัปดาห์ เมล็ดมีเปลือกสีน้ำตาล ยาว 7.4 มม.รูปร่างเรียว เมื่อข้าวสุกจะหอมนุ่ม มีอะมิโลส(amylose) 14-17 % ปลูกได้ในที่นาดอนทั่วไป ทนแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ต้านทานไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอ
2. การผลิตข้าวของโลก
จากสถิติของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าในปี 2544 มีการผลิตข้าวสารทั่วโลกทั้งสิ้น ประมาณ 397 ล้านตัน โดยการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียประมาณ 360 ล้านตัน มากกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาคือ ทวีปอเมริกา แอฟริกาและยุโรป ประเทศที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลก คือ จีน ประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เวียดนาม และไทย คิดเป็น ร้อยละ22, 8, 6, 5และ4 ตามลำดับ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้ถูกใช้ในการบริโภคในประเทศ และสำหรับอินโดนีเซียและบังคลาเทศแม้ว่าจะผลิตข้าวได้มาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดียและเวียดนาม นั้นมีข้าวเหลือสำหรับส่งออกได้บ้าง โดยไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้มากที่สุด คือ ร้อยละ 40
การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีการผลิตข้าวลดลง ร้อยละ 2.80 จากปี 2542 และมีการคาดว่าการผลิตข้าวของโลกจะลดลงอีก ร้อยละ 0.5 ในปี2544 โดยจะได้รับอิทธิพลจากการลดลงของการผลิตข้าวในจีนมากที่สุด จากการประมาณว่าจีนจะผลิตข้าวในปี 2545 ลดลงถึง 5.5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.20 ของการผลิตข้าวสารทั้งหมดของจีน
3. การบริโภคข้าวของโลก
การบริโภคข้าวของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยในปี 2544 มีการบริโภคข้าวประมาณ 404 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ร้อยละ1.5 ส่วนในปี 2545 คาดว่าจะมีการบริโภคข้าวจำนวนเกือบ 407 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 2.7 ล้านตัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากการบริโภคข้าวปี 2544
ประเทศผู้บริโภคข้าวส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกับการผลิต ประเทศที่มีการบริโภคข้าวสารมากที่สุด คือ จีน มีการบริโภคข้าวปีละประมาณ 134 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 85 ล้านตัน อินโดนีเซีย 36 ล้านตัน บังคลาเทศ 26 ล้านตัน เวียดนาม 17 ล้านตัน และพม่า 9 ล้านตัน ตามลำดับ โดยแต่ละประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญมีการบริโภคข้าวในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ประเทศที่มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนมากที่สุด คือ บังคลาเทศมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.4 ประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญอื่นๆ ก็มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก(ไม่ถึงร้อยละ 4 ต่อปี) เช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้การบริโภคข้าวของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และในปี 2545 ก็มีการคาดการณ์ว่าการบริโภคข้าวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมากเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
4. การค้าข้าวของโลก
การค้าข้าวของโลกในปัจจุบันมีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ คือ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน พม่า ปากีสถาน และอินเดียที่น่าจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มอย่างมหาศาลในปี 2545 โดยเฉพาะอินเดียที่มีสต๊อกข้าวประมาณ 19 ล้านตันข้าวสาร ถึงแม้ว่าจะมีผู้ส่งออกข้าวหลายประเทศ แต่ประเทศผู้ส่งออกแต่ละประเทศมีสินค้าข้าวที่แตกต่างกัน คือ ไทยและสหรัฐแข่งขันกันในการส่งออกข้าวคุณภาพสูงไปยังสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ ส่วนเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เป็นคู่แข่งที่สำคัญของในการส่งออกข้าวคุณภาพกลางและคุณภาพต่ำ แต่ไทยก็สามารถส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นเวลานานถึง 20 ปีติดต่อกัน
ในปี 2545 มีการประมาณการณ์ว่าประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทย ประมาณ 7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดียคิดเป็นร้อยละ 16 เวียดนาม 13 สหรัฐอเมริกา 11 จีน 6 และพม่า 4 ขณะที่ในปี 2544 อินเดียมีการส่งออกข้าวเพียง 1.799 ล้านตันข้าวสาร น้อยกว่าเวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน และปากีสถาน แต่ในปี 2545 อินเดียจะมีการส่งออกข้าวมากขึ้น เนื่องจากมีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้ในปี 2545 อินเดียสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับสองของโลก รองลงมา คือ เวียดนาม จีน และพม่า โดยอินเดียจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึง 1.22 เท่าตัว ในขณะที่ไทยและเวียดนามจะมีการส่งออกเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนปากีสถาน จีนและสหรัฐอเมริกาจะมีการส่งออกข้าวลดลงจากปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 50 19 และ 6 ตามลำดับ การที่ปากีสถานจะมีการส่งออกข้าวลดลงมาก เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นอาฟกานิสถานทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นมาก ผู้นำเข้าจึงน่าจะหันมานำเข้าจากอินเดียและไทยมากขึ้น
ในด้านการนำเข้าข้าวนั้น ประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญของโลก คือ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย อิหร่าน อิรัก และซาอุดิอาระเบีย ตามลำดับ โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการนำเข้าเป็นร้อยละ 11 6 5 4และ 4 ตามลำดับ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของโลกจำนวน 24.47 ล้านตันข้าวสารในปี 2545 ในขณะที่ปี 2544 นั้นไนจีเรียมีการนำเข้าข้าวมากที่สุด รองลงมา คืออินโดนีเซีย
ในปี 2544 นั้นราคาข้าวที่ขายกันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีรายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกของสหรัฐอเมริกาและอินเดียเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันปริมาณข้าวที่ผลิตได้ในเวียดนามและปากีสถานมีจำนวนน้อย ส่งผลทำให้ประเทศที่มีข้าวในสต็อกจำนวนมากแข่งขันกันตัดราคา ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง
จากการลดลงของราคาข้าวในตลาดโลกในปี 2544 ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ คือ ไทยได้ริเริ่มหารือกับคู่แข่งในการส่งออกข้าว ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม และพม่า ในการจัดตั้งคาร์เทลข้าว เพื่อป้องกันการตัดราคาระหว่างกันและทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






